ขยะอิเล็กทรอนิกส์: วิกฤตไทย & ทางออกยั่งยืน
ขยะอิเล็กทรอนิกส์: วิกฤตซ่อนเร้นของไทย ผลกระทบ แนวทางแก้ไข และอนาคตของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน อัปเดตนโยบายและเทคโนโลยีล่าสุด
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เกิดเหตุสุดระทึกในอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เมื่อโกดังเก็บของเก่าแห่งหนึ่งถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การค้นพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าจำนวนมากที่ถูกเก็บกองไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ และบางส่วนถูกแยกชิ้นส่วนอย่างผิดวิธี คาดว่าต้นเพลิงมาจากประกายไฟจากการช็อตของแบตเตอรี่ลิเธียมที่เสื่อมสภาพ ซึ่งถูกทิ้งรวมกับขยะประเภทอื่น ๆ เหตุการณ์นี้จุดประกายคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยพร้อมรับมือกับ “ระเบิดเวลา” ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ซ่อนอยู่ทั่วประเทศแล้วหรือยัง
โกดังแห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยแห่งที่รับซื้อของเก่าจากประชาชนทั่วไป โดยไม่มีการตรวจสอบคัดแยกประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาอย่างจริงจัง นายสมบัติ แก้วประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมมลพิษ ผู้ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว เปิดเผยว่า ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่มีอายุการใช้งานสั้นลง แต่กลับไม่มีระบบการจัดการที่เป็นรูปธรรมรองรับ ทำให้ขยะเหล่านี้เล็ดลอดเข้าสู่ระบบการจัดการขยะทั่วไป หรือถูกนำไปบดอัดโดยกลุ่มผู้รีไซเคิลผิดกฎหมาย เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระดับท้องถิ่น ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีในอุปกรณ์เหล่านี้ ทั้งตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู ซึ่งหากปนเปื้อนในดินและน้ำ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารอย่างร้ายแรง นายสมศักดิ์ เจริญสุข นักวิชาการสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากของเสียอันตราย แต่การบังคับใช้ยังไม่ครอบคลุมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มาจากครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการลักลอบทิ้ง หรือการนำไปรีไซเคิลโดยปราศจากมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป รายงานจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในแต่ละปีประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นหลายแสนตัน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี การรีไซเคิลมือถือเก่า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไม่ถูกวิธี ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดมลพิษ แต่ยังทำให้เราสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรมีค่ากลับมาใช้ใหม่ เหตุการณ์ที่พานทองเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก ๆ ที่เราต้องตระหนัก รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องผลักดันนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้างศูนย์รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงง่าย และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการคัดแยกและทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย และเดินหน้าสู่สังคมไร้ขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การส่งเสริมเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
